วิมุตติความหลุดพ้น#มรรคผลนิพพาน#โสดาบัน#สกิทาคามี#อนาคามี#อรหันต์#ความสิ...
#สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#จิตใจที่แห้งสนิทจึงจะหลุดพ้น#ความหลุดพ้น
#การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน#ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข #ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น #ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน #พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ ๑. #อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์
๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์
๓. #ญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์
#บุคคลที่เข้าผลสมาบัติได้ต้องเป็นพระอริยบุคคล คือเป็น พระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ส่วนปุถุชนจะเข้าผลสมาบัติไม่ได้เลย เป็นอันขาด
#พระอริยเจ้าที่จะเข้าผลสมาบัติ ก็เข้าได้เฉพาะอริยผลที่ตนได้ ที่ตนถึงครั้ง สุดท้ายเท่านั้น แม้อริยผลที่ตนได้และผ่านพ้นมาแล้วก็ไม่สามารถจะเข้าได้ กล่าวคือ
#พระโสดาบัน ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ โสดาปัตติผล
#พระสกทาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ สกทาคามีผล เท่านั้น จะเข้าโสดา ปัตติผล ซึ่งถึงแม้ว่าตนจะเคยได้เคยผ่านเคยพ้นมาแล้ว ก็หาได้ไม่
#พระอนาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่เฉพาะ อนาคามีผล
#พระอรหันต์ ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ อรหัตตผลโดยเฉพาะเช่นกัน
#พระอริยบุคคล ผู้จะเข้าผลสมาบัติ กิจเบื้องต้นก็จะต้องตั้งความปรารถนาว่า จะเข้าผลสมาบัติเป็นเวลา .... (ตามความประสงค์ที่จะเข้าอยู่สักกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน) ขอให้ผลจิตที่เคยปรากฏมาแล้วนั้น จงบังเกิดขึ้นตามความปรารถนานี้เถิด
#ขณะที่ตั้งความปรารถนา(อธิษฐาน) นี้ กามจิตอันเป็นมหากุสลญาณสัมปยุตต สำหรับพระอริยเบื้องต่ำ ๓ หรือ กามจิตอันเป็นมหากิริยาญาณสัมปยุตต สำหรับ พระอรหันต์ก็เกิด มีวิถีจิตซึ่งเรียกว่า #อธิฏฐานวิถี ดังนี้
น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช
#ต่อจากอธิฏฐานวิถี #ก็เจริญวิปัสสนาภาวนา #ไตรลักษณ์แห่งรูปนามเป็น อารมณ์
#เริ่มแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป #ผลจิตก็จะเกิด วิถีจิตนี้ชื่อว่า ผลสมา บัติวิถี มีวิถีดังนี้
น ท มโน อนุโลม อนุโลม อนุโลม อนุโลม ผล ผล ผล ฯลฯ ฯลฯ อนุโลม ๔ ขณะ #สำหรับมันทบุคคล หรืออนุโลม ๓ ขณะ #สำหรับติกขบุคคล ต่อจากอนุโลม #ผลจิตก็เกิดเรื่อยไปเป็นจำนวนมากมาย ไม่สามารถที่จะประมาณได้ #จนครบกำหนดเวลาที่ตนปรารถนาไว้ #ผลจิตจึงจะหยุดเกิด แล้วก็เป็นภวังคจิตต่อไป ตาม
อนึ่ง #จิตในผลสมาบัติวิถีนี้ ไม่เรียกว่า บริกรรม อุปจาระ อนุโลม โคตรภู เหมือนอย่างในมัคควิถี แต่เรียก #อย่างเดียวทั้ง ๔ ขณะ เพราะผลสมาบัติวิถี นี้ #ไม่ได้ทำการประหารกิเลส เหมือนอย่างในมัคควิถี เป็นแต่จิต ๔ ดวงนี้เกิดขึ้น #เพื่ออนุโลมให้จิตถึงพระนิพพาน หรือให้แนบแน่นในอารมณ์พระนิพพาน
ตอบกลับ
@user-uu3vk5ym9h
@user-uu3vk5ym9h
3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
#ข้ามทะเลทั้งสี่จะถึงจิตหนึ่ง#ข้ามนทีสีทันดร#การบรรลุมรรคผลนิพพาน#ธรรมไม่เนิ่นช้า#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การทำอริยสัจจ์ให้บริบูรณ#ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง#สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ #ท่านสอนว่าถ้าเรารักสิ่งใด#เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น#ถ้าเรามีสติคอยรู้ทันจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ#กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ไม่ผิดศีลหรอก#วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้วจิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ให้มันรู้ไปเลยว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า#มีภาษิตว่าความเพียรของมนุษย์เทวดาก็กีดกันไม่ได้#ก็หมายความว่าพุทธศาสนาไม่ให้ยอมแพ้แก่โชคชะตา#ให้ใช้ความเพียรพยายามด้วยปัญญา#แล้วจะเอาชนะโชคชะตาได้๏เราต้องการผลก็ต้องทำเหตุ
#วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้าย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล#อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรคมีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ#บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส#เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น