อนุปาทาปรินิพพาน#สุดท้ายยกเครื่องฉายหนังทิ้งคืนกายคืนใจให้ธรรมชาติจบกิจไ...

#มรรคจิต #ผลจิต#ผู้ดับรอบเฉพาะตน#อนุปาทาปรินิพพาน#๑เพราะเหตุใดโลกุตตรจิตจึงนับเป็น๘และเพราะเหตุใดจึงนับเป็น๔๐#๒โลกุตตรจิตที่ไม่จัดเป็นฌานจิตมีหรือไม่?อย่างไร?#เราเรียกว่ามรรคจิต๔เป็นการเรียกตามการเกิดขึ้นของมรรคจิต#เพราะมรรคจิตเกิดได้เพียง๔ครั้ง#๑เกิดขึ้นครั้งแรกเรียกว่าโสดาปัตติมรรค#๒เกิดขึ้นครั้งที่๒เรียกว่าสกทาคามิมรรค#๓เกิดขึ้นครั้งที่๓เรียกว่าอนาคามิมรรค#๔เกิดขึ้นครั้งที่๔เรียกว่าอรหัตตมรรค(ไม่มีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๕.๖.๗…)#เพราะการทำกิจในการประหาณอนุสัยกิเลสได้สิ้นสุดลงพร้อมกับอรหัตตมรรค#เพราะฉะนั้นจึงไม่มีกิเลสต้องให้ละอีกดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า #อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว,#กระทำให้ถึงซึ่งที่สุดทุกข์แล้ว #กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” ฌาน มี ๒ อย่าง ๑. อารัมมณูปนิชฌาน ฌาน คือการเข้าไปเพ่งอารมณ์สมถกรรมฐาน ๔๐, (สามัญญผลแห่งอารัมมณูปนิชฌาน คือ รูปาวจร/อรูปาวจรกุศล-กิริยา) ๒. ลักขณูปนิชฌาน ฌาน คือการเพ่งลักษณะของรูป-นาม โดย อนิจจลักขณะ,ทุกขลักขณะ,และอนัตตลักขณะ…เป็นบุรพภาคแห่ง มรรคจิต-ผลจิต (สามัญญผลของลักขณูปนิชฌาน ก็คือ มรรค-ผล, นิพพาน) // มรรคจิตที่เกิดขึ้น จึงประกอบด้วยองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เวทนา และเอกัคคตา / มรรคจิต-ผลจิต จัดเป็นอัปปนาชวนะ ดังนั้นองค์ฌานคือ เอกัคคตาที่ประกอบ จึงจัดว่าเป็นอัปปนาสมาธิ / (เอกัคคตา เป็นได้ทั้งองค์ฌาน และองค์มรรค) – หากองค์ฌานทั้ง ๕ เกิดพร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ปฐมฌานโสดาปัตติมรรคจิต – หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๔ (เว้น วิตก) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ทุติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต – หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๓ (เว้น วิตก, วิจาร) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ตติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต – หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ สุข, เอกัคคตา (เว้น วิตก,วิจาร,ปีติ) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า จตุตถฌานโสดาปัตติมรรคจิต – หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา, เอกัคคตา (เว้น วิตก,วิจาร,ปีติ) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ปัญจมฌานโสดาปัตติมรรคจิต ในมรรคที่เหลือ ก็ทำนองเดียวกัน * ส่วนในผลจิต ก็มีคติเป็นไปตามมรรคจิต เพราะฉะนั้น การนับโลกุตตรโดยความเป็นจิต ควรนับเป็น มรรคจิต ๒๐, ผลจิต ๒๐ ตามการเกิดขององค์ฌาน (เหมือนกับการนับรูปวจรกุศล-วิบาก-กิริยา เป็นอย่างละ ๕ ก็เพราะนับด้วยอำนาจขององค์ฌานที่ประกอบ) การนับโลกุตตรจิตเพียง ๘ คือ มรรคจิต ๔, ผลจิต ๔ เป็นการนับแบบการเกิดขึ้นทำกิจของมรรค ไม่ใช่นับตามการเกิดขึ้นของจิตที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แต่โดยภาวะแล้ว – ปฐมฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ทุติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ตติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, จตุตถฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ปัญจมฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ทั้งหมด ย่อมถึงการนับเป็น ๑ เพราะเกิดได้เพียงครั้งเดียว, ไม่ใช่เกิดครั้งแรกเป็นปฐมฌานโสดาปัตติมรรคแล้ว ครั้งที่สองเป็นทุติยฌานโสดาปัตติมรรค…อย่างนี้ไม่ใช่ / การเกิดเพียงครั้งเดียวในบุคคล คนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นการเพ่งถึงกิจของมรรค ที่ทำหน้าที่ประหาณอนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาณ, ไม่ได้เพ่งถึงการเกิดขึ้นของจิตและธรรมที่ประกอบร่วม ทั้งธรรมที่เป็นองค์มรรค, ธรรมที่เป็นองค์ฌาน, และเจตสิกธรรมอื่น ๆ * ในสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ก็ทำนองเดียวกัน ….ฯ การนับมรรคจิต เป็น ๒๐, ผลจิตเป็น ๒๐ นั้น ถือว่าถูกต้อง เพราะเวลาเอามรรคจิตผลจิตไปจำแนกโดยอริยสัจจ์ ๔ แล้ว จะต้องมีการบอกด้วยว่า- องค์มรรค ๘ ที่ใน ปฐมฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค เป็นมรรคสัจจ์, องค์มรรค ๗ (เว้นวิตก) ที่ใน ทุติยฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค…..ปัญจมฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค เป็นมรรคสัจจ์, หรือแม้จะกล่าวสั้น ๆว่า องค์มรรค ๘ หรือ ๗ (เว้นวิตก) ที่ในมรรคจิต จัดเป็นมรรคสัจจ์ ก็ยังทำให้เห็นว่า มีการนับมรรคจิตตามฌานจิตทั้ง ๕ มรรคจิตตุปบาทที่เหลือ ๒๙ (จิต๑+เจตสิก ๒๘) เป็นสัจจะวิมุตติ (มาถึงตอนนี้ มรรคจิตนับรวมเป็น ๑) มรรคจิต และผลจิต ที่พ้นจากความเป็นฌานจิต จึงไม่มี —————–/////—————— ภาคผนวก ข้อความจาก :- พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ปอ. ปยุตฺโต (ประยุทธ์ อารยางกูร ปยุตฺโต)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

คุณหมอคะ - ฝน ธนสุนทร [OFFICIAL MV]

วิมุตติความหลุดพ้น#มรรคผลนิพพาน#โสดาบัน#สกิทาคามี#อนาคามี#อรหันต์#ความสิ...